ข้ามไปเนื้อหาหลัก

ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญา และ วัฒนธรรมข้าว แห่งทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจชุมชน

ผู้แต่ง: น.ส.ขวัญภิรมย์ แทบแสน 59011110009
สาขา: สถาปัตยกรรม
อาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์ชิโนรส พันทวี
ปีที่เผยแพร่: 2564
ยอดเข้าชมเอกสาร: 0 ครั้ง
Keyword: ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ ชุมชน
ไฟล์/ลิงก์
เปิดเอกสาร

บทคัดย่อ

ประทับเวลา Excel: 04/11/2021 13:57:15 ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เป็นข้าวที่ได้รับรางวัลระดับโลกที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุด แต่ด้วยระบบปัญหาโครงสร้าง ตลาดข้าวที่ไม่เอื้อผลประโยชน์ต่อชาวนาเท่าที่ควร และด้วยจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไปทำให้วัฒนธรรมข้าวที่ถูกสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นเริ่มจะเลือนหายไป จึงควรมีการจัดการข้าวแบบครบวงจร การที่ชุมชนรวมพลังกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อผลิตแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และขายเองทั้งรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ อีกทั้งยังเปิดเป็นพื้นที่ให้ศึกษาการจัดการโครงการข้าวที่ครบวงจรเพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างสรรค์ที่เป็นการดึงดูดผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรมข้าว วัฒนธรรมชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิต เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชน ส่งเสริมการสร้างอาชีพต่างๆ ภายในชุมชนได้ด้วย วิทยานิพนธ์นี้จึงศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการข้าวทุกขั้นตอน ความเป็นมาของข้าว กระบวนการจัดการพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการเลือกที่ตั้งชุมชนและเข้าไปศึกษาพฤติกรรม การเป็นอยู่ การทำกิจกรรมของคนในชุมชน การประกอบอาชีพต่างๆ บริบทความสามารถในพื้นที่ เพื่อนำมาหาแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและผู้ที่เข้าชมโครงการ เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆอย่างเหมาะสม โครงการศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมข้าว แห่งทุ่งกุลาร้องไห้ เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจชุมชน มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ลักษณะโครงการ เป็นการจัดการพื้นที่ในรูปแบบการวางผังอาคารมีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ จะถูกแบ่งออกเป็น4โซนตามลำดับการเล่าเรื่องกระบวนการข้าว เป็นการจัดวางอาคารขนาดเล็กคือ อาคารส่วนต้อนรับ ส่วนสำนักงาน ส่วนอบรม ส่วนเรียนรู้ วิจัยพันธุ์ข้าว อาคารนิทรรศการแต่ละโซน ในส่วนที่เป็นอาคารชุมชนจะเป็น โรงสีข้าว โรงเก็บข้าว อาคารแปรรูป อาคารการเรียนรู้ต่างๆ และส่วนตลาดชุมชนเป็นส่วนสุดท้าย 2. ที่ตั้งโครงการ ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านโพนม่วง-โพนสวรรค์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นเขตชุมชนที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดร้อยเอ็ดและเป็นชุมชนที่มีความพร้อมที่จะยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบ ทั้งด้านเกษตรกรรม วัฒนธรรม กลุ่มอาชีพรวมไปถึงที่ตั้งชุมชนยังอยู่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทุ่งกุลาร้องไห้คือ ทะเลสาบทุ่งกุลา เป็นสถานที่ที่ง่ายต่อการเข้าถึงและการจดจำในการเดินทาง 3. แนวคิดการออกแบบ เป็นการนำรูปแบบวิถีชีวิตประจำวันของชาวอีสานมาจัดเรียงให้รับรู้ถึงบริบท การอยู่อาศัย พื้นที่ บรรยากาศที่ชุมชนคุ้นชินเพื่อการเข้าถึงและเข้าใจวิถีชีวิตได้ง่ายที่สุดของผู้เข้าชมและให้ชุมชนได้กล้าเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ งานสถาปัตยกรรมให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านในแต่ละฤดูกาล 4. รูปแบบเป็นอาคารชั้นเดียวและอาคารยกสูง รูปแบบอาคารเป็นรูปแบบใหม่แต่ในส่วนขององค์ประกอบในงานสถาปัตยกรรมโครงสร้างยังเป็นแบบเดิม เช่น การใช้ผนังโครงคร่าว หน้าต่างบานกระทุ้ง ฝาสานและมีทรัพยากรภายในชุมชนเข้ามาใช้ในการสถาปัตยกรรมเช่น ไม้ แกลบ สังกะสี ดินโคลน หม้อ ไห เป็นต้นในแต่ละอาคารจะมีเอกลักษณ์ของอาคารตามบริบทการรับรู้ ให้อยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่าน การออกแบบสถาปัตยกรรมจึงเป็นอาคารเพื่อให้ชุมชนได้มีการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนถ่ายวัสดุ ให้กับตัวอาคารได้หมุนเวียนปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามฤดูกาล ตามวิถีชีวิต ให้ตัวอาคารช่วยสอดรับการใช้งานและตอบสนองกิจกรรมต่างๆที่จะเกิดขึ้น ในแต่ละช่วงเวลา